4
มกราคม
2012

รู้ทันอาการปวดหลัง-ปวดคอเรื้อรัง

ดูแลสุขภาพ : รู้ทัน...อาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง

อาการปวดหลัง หรือ ปวดคอ อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนในช่วงหนึ่งของชีวิต หลายรายโชคดีที่อาการปวดนั้นเป็นอยู่ไม่นานก็หายไป ขณะที่ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยมีอาการเรื้อรังจนไม่สามารถทำกิจกรรมระหว่างวัน ได้ตามปกติ

ปวดหลัง

สาเหตุแห่งความปวด

อาการปวดหลัง ปวดคอ มาจากปัจจัยภายในร่างกายของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก
- ปัจจัยภายใน ได้แก่ ความผิดปกติทางพยาธิสภาพของกระดูกสันหลัง อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอผิดปกติ มีเนื้องอกที่กระดูกสันหลัง หรือการติดเชื้อของกระดูกสันหลัง
- ปัจจัยภายนอก ได้แก่ กิจกรรมทางร่างกายของผู้ป่วย นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกยังอาจเกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ การนั่งหลังไม่พิงพนัก หลังงอ ก้มคอ ทำงานเป็นเวลานาน กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเครียดให้กระดูกหลังและคอ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ทำให้กระดูกเสื่อมลง จนมีอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังในที่สุด

ส่วนอุบัติเหตุที่ส่งผลต่อกระดูกมีอยู่บ้าง เช่น เล่นกีฬาบิดแรงจนหมอนรองกระดูกฉีกทันที แต่เกิดขึ้นน้อย บางรายมาพบแพทย์เพราะเข้าใจว่าอาการปวดเป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่เมื่อตรวจดูพบว่า ความเสื่อมของกระดูกมีอยู่แล้ว แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เกิดอาการปวดตาม มา

ปวดอย่างไร...

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจากส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน แล้วลามไปยังบริเวณอื่น เช่น ปวดคอร้าวไปยังแขน หรือปวดหลังร้าวลงขา กรณีแบบนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ เพราะเป็นสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังถูกรบกวน

ปวดเรื้อรัง รักษาได้

หลายคนอาจเกิดคำถามตามมาว่า เมื่อพักผ่อนก็แล้วรับประทานยาก็แล้ว ทำกายภาพบำบัดก็แล้ว ก็ยังไม่หาย จะมีทางเลือกในการรักษาอย่างไร ทางเลือกในการรักษาอีกหลายวิธี แต่ 3 วิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นวิธีการรักษาอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังที่ได้ผลดี และยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

1.การฉีดยาเฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบ (Local Steriod Injection)

วิธีนี้เป็นการรักษาอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะสำหรับคนไข้ที่รับประทานยา และทำกายภาพบำบัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น แต่เมื่อตรวจโดยการเอกซเรย์เอ็มอาร์ไอแล้วพบว่า สภาพของกระดูกสันหลังยังไม่เสื่อมจนต้องผ่าตัด หลังจากการฉีดยาระงับการอักเสบแล้งฤทธิ์ยาจะอยู่ไปได้ 1-3 เดือน และอาจกลับมาปวดใหม่ได้ตลอด หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนท่าทางและออกกำลังกายอย่างถูกต้อง

2.การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery)

การผ่าตัดกระดูกสันหลังโดยการส่องกล้อง เป็นการผ่าตัดเพื่อนำหมอนรองกระดูกสันหลังที่มีปัญหาออก โดยใช้กล้องขนาดเล็กเพื่อลดอาการปวดหลังเรื้อรังอันเนื่องมาจากหมอน รองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาท หรือโพรงกระดูกสันหลังตีบทับเส้นประสาท

วิธีการนี้เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็กซึ่งทักษะของแพทย์มีความสำคัญมากไม่แพ้เครื่องมือ

3.การผ่าตัดเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเทียม (Artificial Disc Replacement)

การผ่าตัดโดยวิธีนี้เป็นการเปลี่ยนหมอนรองกระดูกสันหลังเดิมที่เสื่อมหรือ บาดเจ็บโดยใช้หมอนรองกระดูกเทียม มักจะทำกันที่คอเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกข้อถัดไปเสื่อมเร็วขึ้น เพราะแต่เดิม เมื่อหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อม ก็จะมีการผ่าออกและเชื่อมข้อไว้ด้วยกัน แต่ผลที่เกิดขึ้นคือ ข้อกระดูกชิ้นถัดไปต้องทำงานหนักกว่าเดิม และเสื่อมเร็วขึ้น

แม้เทคนิคในการรับมือกับความผิดปกติของกระดูกสันหลังจะได้รับการพัฒนาให้ดี ขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อม จนเป็นที่มาของอาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรังก็ ยังเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ ท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งภายหลังจากการรักษาผู้ป่วยจำเป็นต้องออกกำลังเสริมความแข็งแรงของกล้าม เนื้อหลังพร้อมกับปรับเปลี่ยนอิริยาบทให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อาการปวดกลับมาอีก

----------

นพ.วิวัฒน์ ชวาลภาฤทธิ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์
โรงพยาบาลไทยนครินทร์
โทร.0-2361-2727

----------

ดูแลสุขภาพ : รู้ทัน...อาการปวดหลัง ปวดคอเรื้อรัง : วันอังคารที่ 3 ม.ค.55

2
กันยายน
2011

โรคนอนไม่หลับ

ความรู้เรื่องโรคทางจิตเวชและปัญหาพฤติกรรม

ปัญหานอนไม่หลับ (Insomnia) : รศ.พ.ญ.ศิริรัตน์ คุปติวุฒิ

อาการนอนไม่หลับ เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในโรคทางกายหลายชนิด โรคทางจิตเวชหลายโรค หรือ อาจมีสาเหตุจากยาบางชนิด จากสารบางอย่างที่ออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง เช่น สารคาเฟอีนที่มีอยู่ในชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น โคล่า เป๊ปซี่) เครื่องดื่มชูกำลังหลายยี่ห้อ นอกจากนี้การดื่มสุราอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็จะทำให้นอนไม่หลับ

อาการ

อาการนอนไม่หลับมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ เข้านอนแล้วหลับยาก หรือ ตื่นกลางดึกแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือ ตื่นเช้ามืดกว่าปกติแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือ หลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้ง

sleep

ผู้ที่นอนไม่หลับหรือหลับได้ไม่เพียงพอ มักจะมีอาการอ่อนเพลียในตอนกลางวัน สมองไม่ปลอดโปร่ง อาจหงุดหงิด อาจง่วงซึม หรือหลับมากในตอนกลางวัน ประสิทธิภาพในการเรียน ในการทำงานมักจะลดลง นอกจากนี้อาจมีอาการของโรคต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของอาการนอนไม่หลับด้วย เช่น ตอนกลางคืนนอนกรนเสียงดัง หรืออาจหยุดหายใจเป็นพัก ๆ หรืออาจมีอาการของโรคซึมเศร้า คือรู้สึกซึม เศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ หดหู่ เบื่ออาหาร เบื่อชีวิต คิดอยากตาย

การดำเนินของโรค ขึ้นกับโรคที่เป็นสาเหตุ หรือขึ้นกับสาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งมีโรคหลากหลายชนิด การดำเนินโรคของแต่ละโรคจึงแตกต่างกันออกไป

การรักษาอาการนอนไม่หลับ

1. เริ่มแรก ต้องค้นหาสาเหตุ และกำจัดสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับก่อน ถ้าเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย หรือโรคทางจิตเวช ก็ต้องรักษาโรคเหล่านั้นให้ดีขึ้น อาจใช้ยาช่วยให้นอนหลับในช่วงเริ่มต้น และใช้ยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เมื่อความเจ็บป่วยทางร่างกายหรือความเจ็บป่วยทางจิตเวชดีขึ้น อาการนอนไม่หลับก็จะหมดไป และสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

2. ปฏิบัติตนตามสุขลักษณะการนอนที่ดี ได้แก่

1 จัดห้องนอนให้เหมาะแก่การนอนหลับ เช่น ไม่ร้อนเกินไป ไม่หนาวหรือเย็นเกินไป ไม่ให้มีเสียงดังอึกทึก ควรมีบรรยากาศที่สงบเงียบ อาจมีเสียงเพลงเบา ๆ เป็นต้น

2 ใช้ห้องนอนสำหรับการนอน และ/หรือ การหลับนอนเท่านั้น ไม่ใช้ห้องนอนทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น รับประทานอาหาร เล่นเกมส์ต่าง ๆ

3 การดื่มนมอุ่น ๆ 1 แก้ว หรือ รับประทานกล้วย 1 ผล ก็อาจช่วยให้หลับได้ดีขึ้น

4 หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้นสมอง เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลมที่มีสีดำ (เช่น เป๊ปซี่ โคล่า) เครื่องดื่มชูกำลังต่าง ๆ ในตอนบ่าย ตอนเย็น หรือช่วงก่อนนอน

5 หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ซึ่งรวมถึง เหล้า เบียร์ ไวน์ อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพราะมีสารเคมีที่ออกฤทธิ์ต่อสมองทำให้นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทได้ในกรณีที่ดื่มติดต่อกันนาน ๆ

6 หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักในตอนเย็น หรือตอนก่อนนอน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในตอนเช้า สัปดาห์ละ 3-4 วัน วันละ 20-30 นาที จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และหลับได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน

7 พยายามตื่นนอนให้เป็นเวลาเดียวกันทุกวัน รวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดต่าง ๆ ด้วย วิธีนี้จะช่วยให้วงจรการหลับ-การตื่นของคนเราให้ทำงานได้ดี ไม่เกิดปัญหา

8 หลีกเลี่ยงการดูภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ที่ตื่นเต้นในช่วงก่อนเข้านอน

9 ถ้าเข้านอนไปแล้วประมาณ 20-30 นาที ยังนอนไม่หลับ ไม่ควรข่มตาให้หลับ ควรจะลุกออกจากเตียงไปทำกิจกรรมเบา ๆ ที่ส่งเสริมให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น เช่น อ่านหนังสือผ่อนคลายสมอง อ่านหนังสือบันเทิง ฟังเพลงเย็น ๆ อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทปธรรมะ เป็นต้น

3. ยาช่วยให้นอนหลับ ควรรับประทานเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องนานเกิน 2-6 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ติดยา หรือต้องพึ่งยาตลอดไป

ยาช่วยให้นอนหลับหรือยานอนหลับ จะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการนอนไม่หลับที่เป็นแบบชั่วคราว หรือเพิ่งมีอาการมาไม่นาน เช่น ไม่เกิน 2-4 สัปดาห์ ให้นอนหลับได้ดี และช่วยให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นเร็ว และสามารถหยุดใช้ยานอนหลับได้เร็ว

การป้องกัน

1 ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น วันละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วันอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและนอนหลับได้ดี

2 ควรมีกิจกรรมที่ผ่อนคลายความเครียด เช่น การท่องเที่ยวพักผ่อน การฟังเพลง การดูภาพยนตร์ เพราะความเครียดที่เกิดขึ้นมักจะทำให้นอนไม่หลับ

3 หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

ข้อควรระวัง

1 ไม่ควรใช้ยานอนหลับต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา ติดยา และอาจทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม หรือความจำถดถอยลงได้

ข้อมูลจาก http://www.psyclin.co.th/new_page_27.htm

13
มิถุนายน
2011

รายงานจากสหประชาชาติระบุ “การตัด/บล็อคเน็ตเป็นการละเมิดสิทธิพลเมือง”

UN

รายงานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุดที่ออกโดยหน่วยงานของสหประชาชาติ เตือนการปิดกั้นเน็ตของรัฐบาลทั่วโลกว่ากระทบต่อพัฒนาการของประชาธิปไตย

ก่อนจะไปถึงเนื้อหาของตัวรายงาน ต้องเท้าความถึงที่มาของรายงานก่อนนิดนึงครับ รายงานฉบับนี้เขียนโดย Frank La Rue เจ้าหน้าที่พิเศษของสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความเห็น (ชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ United Nations Special Rapporteur ซึ่งเป็นตำแหน่งเฉพาะ ขอแปลแบบง่ายๆ ว่าเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษนะครับ) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The United Nations Human Rights Council) อีกทีหนึ่ง

Frank La Rue ได้นำเสนอรายงานนี้ต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.) โดยใช้เวลาเก็บข้อมูลในประเทศต่างๆ 1 ปี (มี.ค. 2010 - มี.ค. 2011) รายงานฉบับเต็มมีให้โหลดเป็น PDF

ใจความหลักของรายงานฉบับนี้บอกว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความเห็น (freedom of expression) ตามที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่สมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติให้การรับรอง (ประเทศไทยลงนามและให้สัตยาบันด้วย)

รายงานฉบับนี้บอกว่าการดำเนินงานด้านอินเทอร์เน็ตในหลายๆ ประเทศได้ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีกฎหมายรองรับ หรือใช้กฎหมายที่คลุมเครือ และการแสดงออกทางการเมืองที่สหประชาชาติให้การรับรอง กลับเป็นอาชญากรรมในหลายประเทศ ดังจะเห็นได้จากปี 2010 มีบล็อกเกอร์ถูกคุมขังกว่า 100 รายทั่วโลก

เนื้อหาในรายงานกล่าวถึงการปิดกั้นเน็ตในหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่มีกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตที่รุนแรงด้วย ในรายงานยังกล่าวถึง พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ฯ 2550 ของประเทศไทย ที่ขยายฐานความผิดให้ครอบคลุม "ตัวกลาง" (หมายถึงพวกโฮสติ้งหรือไอเอสพี)

In Thailand, the 2007 Computer Crimes Act imposes liability upon intermediaries that transmit or host third-party content and content authors themselves. This law has been used to prosecute individuals providing online platforms, some of which are summarized in the first addendum.

ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้คือเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ยกเว้นข้อยกเว้นบางอย่างที่กำหนดไว้ในกฎหมายนานาชาติ (เช่น ภาพอนาจารเด็ก การหมิ่นประมาท) เท่านั้น

ที่มา

UN News Center
Wired
Ars Technica

หมายเหตุ: ที่ประชุมของสหประชาชาติคงไม่ได้ตั้งใจ แต่รายงานนี้ถูกเผยแพร่ในวันเดียวกับที่ซีเรียตัดอินเทอร์เน็ตพอดี

11
มิถุนายน
2011

อีโคไล หรือ Escherichia

ทำความรู้จัก "อีโคไล"

แบคทีเรียชนิดที่มีในร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล หรือ Escherichia ซึ่งพบได้ในลำไล้ของมนุษย์และสัตว์ สามารถทำให้เกิดโรคหรืออาการต่างๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ และอาการท้องร่วง เป็นต้น แบคทีเรียชนิด อีโคไลจะมีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์

eco

หลักจากพบการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ระบาดในประเทศอังกฤษ วันนี้ Telegraph นำข้อมูลเกี่ยวกับแบคทีเรียชนิดนี้มาให้ได้รู้จักกันเพื่อเป็นการป้องกันและรับมือหากได้รับเชื้อชนิดนี้

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร

เชื่อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

จำนวนผู้ได้รับเชื้ออีโคไล

หน่วยงานด้านการป้องกันโรคในประเทศอังกฤษรายงานว่าในปี 2551 มีผู้ได้รับเชื้ออีโคไลและมีอาการป่วยที่เกิดจากการได้รับเชื้อ 950 ราย

การระบาดของเชื้ออีโคไล

การแพร่ระบาดของเชื้ออีโคไลเริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษและคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 20 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่รับประทานอาหารขณะร่วมพิธีในโบสถ์แห่งหนึ่งในปี 2539-2540

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล
จะพบอาการแต่เริ่มท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล

ระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล

เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่าคนทั่วไป

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เขียนโดย พรรณภัทร เขียนเมื่อ 15 ก.ย. 2552 ตีพิมพ์เมื่อ 16 ก.ย. 2552

10
มิถุนายน
2011

คลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)

คลาวด์คอมพิวติ้ง(Cloud Computing)

นิยามที่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆของคำว่า การประมวลผลบนก้อนเมฆ หรือ Cloud computing ที่น่าจะทำให้เข้าใจได้เร็วที่สุดคือ

“เป็นการเอาระบบสารสนเทศของบริษัทไปติดตั้ง หรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ตโดยมีองค์กรภายนอก (Third Party)
เป็นผู้จัด เตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง”

cloud

ความหมายสั้นๆแค่นี้หลายท่านอาจยังสงสัยว่าทำไม Cloud computing จึง เป็นกระแสที่มีการพูดถึงกันอย่างมากว่าจะเข้ามาช่วยให้การลงทุนและบริหาร จัดการเรื่องระบบสารสนเทศถูกและง่ายขึ้นได้อย่างไร อธิบายได้ดังนี้ครับ

1. ประหยัด การลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการเช่าระบบแทน ซึ่งทำให้บริษัทที่มีเงินลงทุนจำกัดสามารถมีระบบสารสนเทศที่ดีใช้ได้เท่า เทียมกับบริษัทอื่นๆ

2. สามารถ สร้างระบบใหม่ขึ้นมาใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะว่าผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากรขนาดใหญ่ไว้รองรับผู้ใช้บริการอยู่ แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องมีระยะเวลาการ ออกแบบระบบ สั่งซื้อฮาร์แวร์ และติดตั้งฮาร์ดแวร์ ซึ่งแค่นี้ก็ลดระยะเวลาดำเนินการไปเป็นเดือนเลยทีเดียว

3. เพิ่ม ขนาดทรัพยากรได้ง่ายดายและรวดเร็ว ในกรณีที่ระบบของผู้ใช้บริการมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ย่อมต้องขยายทรัพยากรให้เพิ่ม ขึ้นตามการใช้งาน ซึ่งระบบที่เป็นของบริษัทเองคงต้องทำการออกแบบและสั่งซื้อและติดตั้งกัน วุ่นวายเสียเวลา ด้วยการใช้บริการ Cloud computing ก็ทำให้การเพิ่มขนาดทรัพยากรนั้นง่ายและรวดเร็วภายในข้ามคืนเท่านั้น

4. ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศออกไปให้ผู้ให้บริการ Cloud computing ดูแลแทน จึงทำให้ลดทั้งความยุ่งยากของการดูแลและลดจำนวนบุคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อ ดูแลระบบอีกด้วย

ด้วย เหตุผลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้แนว โน้มการลงทุนเปลี่ยนมาเป็นการชำระค่าบริการ เพื่อเช่าใช้ระบบ เพราะจะทำให้การบริหารจัดการลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดตามข้อดีที่กล่าวมา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการสำหรับผู้ใช้บริการจะต้องคำนึงเช่น

1. บริษัทผู้ใช้บริการต้องสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา

2. แอพลิเคชั่น หรือ ซอฟต์แวร์ที่จะนำมาติดตั้งอยู่บนระบบของผู้ให้บริการ Cloud computing ต้องไม่มีข้อจำกัดในการใช้งานผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

แต่ อย่างไรก็ตามสถานะการเรื่องโครงขายอินเตอร์เน็ตของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น รองรับการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมพื้นที่หลักอย่างกรุงเทพ และปริมลฑล รวมถึงจังหวัดหลักๆทั่วประเทศในราคาที่ไม่แพง จึงทำให้แนวโน้มการใช้บริการลักษณะนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างศักยภาพให้ กับองค์กรทุกขนาดให้สามารถแข่งขันอย่างทัดเทียมกันมากยิ่งขึ้น

ที่มา sandbox.gtis.co.th/index.php/cloud-computing.html

18
กุมภาพันธ์
2011

ไวรัสตับอักเสบ C

ไวรัสตับอักเสบซี ป้องกันและรักษาได้ ถ้ารู้จักและเข้าใจ (Healthplus)

ไวรัสตับอักเสบซี ค้นพบมาประมาณ 12 ปี พบว่า เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดตับอักเสบได้อีกชนิดหนึ่งสามารถทำให้เกิดตับอักเสบ ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรังตลอดจนตับแข็งและมะเร็งตับ ความรุนแรงของไวรัสชนิดนี้คือ เป็นตับอักเสบเรื้อรังมากกว่าชนิดอื่น และยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ ทำได้ก็เพียงการให้ยาลดไวรัสและป้องกันการเกิดมะเร็งตับเท่านั้น

การ ติดต่อของ ไวรัสตับอักเสบซี

1. เลือดและผลิตภัณฑ์เลือดทุกชนิด โดยเฉพาะได้รับก่อนปี 2535

2. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การฉีดยากับหมอเถื่อน

3. การสัก การเจาะหู โดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน

4. การฟอกไตในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง

ประเด็นที่ควรระมัดระวังเกี่ยวกับสาเหตุของการ ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบซี

เนื่องจาก ไวรัสตับ อักเสบซี บางชนิดไม่แสดงอาการให้ทั้งผู้ป่วยและคนอื่นรู้ จึงทำให้ความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้อื่นติดเชื้อหรือเราไปติดเรื้อยิ่งมีมาก ขึ้น เราจึงต้องมีความระมัดระวังในประเด็นเหล่านี้ให้มาก

1. การสัก ซึ่งอาจเกิดจากการปนเปื้อนในน้ำหมึก หัวเข็ม ที่ล้างหมึก

2. การสักคิ้ว สักขอบตา

3. การฉีดยาเสพติดเข้าเส้น

4. อุปกรณ์ของใช้ในร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นการทำผม การทำเล็บ การใช้ใบมีดโกน กรรไกร ซึ่งในร้านเสริมสวยค้นพบว่ามีเชื้อราอยู่ถึง 20% ทีเดียว

อาการของ ตับอักเสบเฉียบพลันจาก ไวรัสตับอักเสบซี

1. ไม่มีอาการ

2. อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลดและลงท้ายด้วยตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองพบได้เพียง 10-15% เท่านั้น ที่เหลือไม่พบ จึงทำให้ยากต่อการวินิจฉัย

อาการตับอักเสบเรื้อรังจาก ไวรัสตับอักเสบซี

ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีอาการ บางรายอาจมีอาการเหนื่อยเพลีย ไม่มีแรง มึนงง สมองไม่สั่งงานและเมื่อตับอักเสบไปเรื่อยๆ จึงพบอาการตับแข็ง นอกจากนั้นอาจพบอาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานผิดปกติ เช่น โรคไต โรคผิวหนังผื่นตามผิวหนัง เป็นต้น
C


อาการตับแข็งจาก ไวรัสตับอักเสบซี

ผู้ป่วยตับแข็งในระยะแรกยังไม่มีอาการหรือความผิวปกติให้เห็น ผู้ป่วยยังสามารถมีชีวิตทำงานได้ตามปกติเหมือนเดิม จนกระทั่งสูญเสียการทำงานของตับมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีอาการต่างๆ ปรากฏให้เห็น ซึ่งแสดงออก 2 ชนิด คือ

1. อาการที่เกิดจากการสูญเสียการทำงานของเซลล์ตับ ทำให้การสร้างสารอาหาร พลังงานและการทำลายพิษต่างๆ ผิดปกติ อาการที่ปรากฏคือ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผอมลง ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องม้าน ขาบวม ผิวคำคล้ำแห้ง คันโดยไม่มีแผล เลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน กลางคืนนอนมีเลือดหยดลงหมอนผิวหนังช้ำ เขียวง่าย ไวต่อยาหรือสารพิษต่างๆ มากกว่าปกติ ป่วยบ่อยๆ ติดเชื้อในกระแสเลือดติดเชื้อในช่องท้อง สมองมึนงง ซึม สับสน หรือโคม่า

2. อาการที่เกิดจากพังผืดยึดรัดเนื้อตับ ก็คือ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ถ่ายเป็นเลือด เนื่องจากมีการแตกของหลอดเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร ม้ามโต ซีด เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือด ขาวต่ำ มะเร็งตับ

การรักษา โรค ไวรัสตับอักเสบซี

ตับอักเสบเฉียบพลัน เนื่องจากผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบเฉียบพลันมักไม่ค่อยมีอาการ จึงไม่มีการรักษาใดๆ เป็นเพียงการดูแลรักษาตามอาการเท่านั้น เช่น ถ้าอ่อนเพลียก็ให้พักผ่อนเยอะๆ ไม่นอนดึก หลีกเลี่ยงอาหารมัก เป็นต้น

ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคเรื้อรังและมีการดำเนินของโรคไปเรื่อยๆ จนถึงสภาพตับเสื่อมและตับวายในที่สุด ปัจจุบันยาที่ใช้เป็นมาตรฐาน ในการรักษาคือ การให้ยา 2 ตัวร่วมกัน คือ ยาฉีดในกลุ่มอินเตอร์เฟอรอนร่วมกับยาไรบาไวริน ซึ่งเป็นยารับประทาน ยาทั้งสองจะให้ผลดีคือกำจัดไวรัสให้หมดไปและไปเป็นซ้ำอีกหลังหยุดยาซึ่งให้ ผลเฉลี่ยมากกว่า 50%

ข้อแนะนำคนที่มี ไวรัสตับอักเสบซี

หยุดบริจาคเลือด

แยกอุปกรณ์ที่เป็นของมีคม เช่น มีดโกน กรรไกรตับเล็บ แปรงสีฟัน โดยไม่ปนเปื้อนกับผู้อื่น

งดการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

การสัก เจาะ ควรใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐาน และห้ามนำไปใช้กับผู้อื่น

งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์เพียง 20-30 กรัมต่อวัน (เบียร์ 1 กระป๋อง ไวน์ 1 แก้ว) จะทำให้โรคตับรุนแรงมากขึ้น

หลีกเลี่ยงสารพิษอื่นๆ เช่น อาหารเสริม สมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบหรือผลข้างเคียง

หลีกเลี่ยงพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ หรือพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรง เพราะอาจจะทำให้การเกิดการติดเชื้อต่อคู่นอนง่ายขึ้น

ควรมาพบแพทย์ทุก 3-6 เดือน แม้จะไม่มีอาการอะไร เพื่อตรวจว่ามีตับอักเสบหรือไม่หรือเริ่มเป็นตับแข็งหรือยังหรือเพื่อตรวจหา มะเร็งในระยะเริ่มแรก

การป้องกัน ไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซี เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดความรุนแรงต่อตับ ตั้งแต่การติดเชื้อเรื้อรัง ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็งและมะเร็งตับ แม้ว่าการคัดกรองเลือดในปัจจุบันจะมีความแม่นยำมากขึ้น ร่วมกับการรณรงค์เรื่องการใช้เข็มฉีดยายาเสพติด ทำให้การติดเชื้อจากแหล่งเหล่านี้ลดลง แต่มีแนวโน้มจะติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากการกระทำบางอย่าง เช่น การสัก การเจาะ และเนื่องจากวัคซีนสำหรับการป้องกันยังค้นไม่พบ ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อจึงถือว่าดีที่สุด

ข้อมูลจาก : http://health.kapook.com/view2063.html

25
มกราคม
2011

แสงสว่างรังควานการนอนให้หลับสนิท ก่อเกิดโรคหลายโรค

วารสารวิชาการ "วิทยาการต่อมไร้ท่อและไฟธาตุ" ของสหรัฐฯ รายงานว่า การอยู่ใต้แสงไฟสว่างๆ ก่อนนอน อาจทำให้นอน ฝันร้ายได้ ด้วยเหตุว่าร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งจะทำให้นอนหลับออกมาได้น้อย

ต่อมเมล็ดสนจะลงมือผลิตฮอร์โมนเมลา โทนินตอนมืดและยามราตรี นักวิจัยเคยพบว่าการเปิดไฟสว่างในบ้าน ทำให้การผลิตฮอร์โมน ยุติลงได้ โดยเฉพาะความสว่างของแสงไฟช่วงหัวค่ำไปถึงตอนเข้านอน

นอน

การมีปัญหาใน การนอน ถูกอ้างว่า อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งบางชนิด ความดันโลหิต และโรคเบาหวานได้

ดร.โจชัว กุลีย์ โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด แจ้งว่า "เราศึกษาพบว่า แสงสว่างในบ้านจะไปกดการผลิตฮอร์โมนอย่างหนัก ซึ่งรบกวนคุณภาพของการนอน ความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิ ความดันโลหิต และระดับกลูโคสของร่างกายด้วย เช่นเดียวกับการเปิดไฟนอน ก็ทำให้การผลิตฮอร์โมนตกได้เช่นกัน".

ข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์ : 25/02/2011

22
พฤศจิกายน
2010

ริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวาร เกิดจากการโตขึ้นกลุ่มของ เส้นเลือด และ เนื้อเยื่อ บริเวณส่วนปลายของลำไส้ตรง ที่เรียกว่า hemorrhoidal tissue
คนปกติมีริดสีดวงหรือไม่ เนื่อเยื่อนี้มีหน้าที่อะไร
ในคนปกติ จะมีริดสีดวง(hemorrhoidal tissue)ทุกคน โดยจะอยู่บริเวณ ส่วนล่างของ ทวารหนัก เนื้อเยื่อ ริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ (ลองนึกภาพ ถ้าเรานอนหงายแล้วกางขาออก เหมือนท่าคนจะคลอดลูก เปรียบเทียบกับ นาฬิกาด้านหน้า เป็น 6 นาฬิกา ด้านหลังเป็น 12 นาฬิกา ด้านซ้ายเป็น 3 นาฬิกา ด้านขวาเป็น 9 นาฬิกา (ค่อยๆนึกครับ วาดรูปประกอบก็ได้)

เนื้อเยื่อริดสีดวงปกติจะมีอยู่ 3 ตำแหน่ง คือ ที่ 3 , 7 , และ 11 นาฬิกา (ที่บอกมี 3 หัวอะไรทำนองนี้ครับ)

เนื่อเยื่อริดสีดวงมีหน้าที่อะไร?
หน้าที่ปกติ จะมีหน้าที่ ป้องกัน กล้ามเนื้อของทวารหนัก รวมทั้งหูรูด ระหว่าง ถ่ายอุจจาระ และช่วยให้ทวารหนักปิดได้สนิท ในขณะที่เราอยู่เฉย

ทวารหนัก

โรคริดสีดวงทวารเกิดจากอะไร?
ริดสีดวง เกิดจากการโตขึ้น ของ เนื้อเยื่อ Hemorrhoid ซึ่งสาเหตุแบ่งง่ายๆ เป็น 2 อย่างคือ
1.เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดบริเวณนั้น
2.เกิดจากการเพิ่ม ความดัน ต่อ กำบังลมด้านล่าง(Pelvic Floor) นานๆ ซึ่งการเพิ่มความดัน ดังกล่าว เกิดได้จาก การเบ่งอุจจาระบ่อยๆ จากท้องผูก การยกของหนัก การยืนนานๆ รวมทั้งการตั้งครรภ์ จากการที่มีเด็กอยู่ ทำให้ เลือดไหลกลับไม่สะดวก

จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ กลุ่มเส้นเลือดดังกล่าว โตและ ยืดออก ซึ่งการที่มีเลือดออกนั้นเกิดจาก การที่มีการบาดเจ็บของเส้นเลือด บริเวณดังกล่าว(Local Injury) ที่เจอบ่อยๆเกิดจาก อุจจาระที่แข็งมากๆ ร่วมกับการเบ่งนานๆ ทำให้จะมีเลือดสดๆ ไหลออกจากทวารหนัก

โรคริดสีดวงมีกี่ชนิด?
เราแบ่งโรคนี้ออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.ริดสีดวงภายใน
คือริดสีดวง ที่อยู่เหนือ เส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line(บริเวณแถวๆ รอยที่หยักๆครับ)จะมีลักษณะที่สังเกตง่ายๆ คือ
-จะคลุมด้วยเยื่อบุของทวารหนัก ไม่ใช่ผิวหนัง ด้านนอก
-จะไม่เจ็บ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-ส่วนใหญ่มักเป็นอันนี้กัน ริดสีดวงภายใน แบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
1.ไม่มีก้อนยื่นออกมานอกทวารหนัก
2.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ และหดกลับเข้าไปได้เอง
3.มีก้อนยื่นออกมาขณะเบ่งอุจจาระ แต่ไม่หดกลับเข้าไปต้องใช้มือช่วยดันเข้าไป
4.มีก้อนยื่นออกมาและไม่สามารถใช้มือดันเข้าไปได้

2.ริดสีดวงภายนอก
คือริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line สังเกตง่ายๆคือ
-จะเป็นก้อนทีอยู่ข้างนอก
-ส่วนที่คลุมก้อน จะเป็นผิวหนัง มักมีอาการคัน และ เจ็บมากกว่า ริดสีดวงภายใน
-หลังจากอาการหายไป บางครั้ง ติ่งผิวหนังนั้นอาจยังอยู่ กลายเป็นติ่งเนื้อที่เรียกว่า Skin Tag

อาการของโรคริดสีดวง มีอะไรบ้าง?
อาการของโรคนี้ที่มีพบแพทย์ มี 3 อาการ
1.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด ลักษณะจะเป็นดังนี้คือ จะถ่ายอุจจาระออกมาก่อน ( ระหว่างถ่ายอาจจะเจ็บหรือไม่ก็ได้) จากนั้นจะมีเลือดสดๆ หยดออกมา ตามหลังจากอุจจาระ เลือดจะเป็นเลือดสดจริงๆ มักไม่มีมูกเลือดปน
2.มีก้อนออกมาระหว่างถ่ายอุจจาระ ขณะที่เบ่งอุจจาระ จะมีก้อนยื่นออกมา หรือ มีก้อนออกมาตลอดเวลา ขึ้นกับ ระยะที่เป็น
3.เจ็บบริเวณ ทวารหนัก ปกติ ริดสีดวงจะไม่เจ็บ จะเจ็บในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน(Thrombosis) หรือ มีเนื้อเยื่อตาย(Necrosis)

การรักษาโรคริดสีดวงทวาร
ขึ้นกับระยะที่เป็น
ระยะ1 การรักษาใน ระยะนี้ ไม่ว่าจะเลือดออกหรือไม่ จะเน้นการใช้ยาและการปฏิบัติตัว การใช้ยา จะเป็นพวก ยาที่ทำให้อุจจาระนุ่ม(Stool Softener) อาจใช้ยาประเภท Steroid เหน็บทวารเพื่อลดการอักเสบ การปฏิบัติตัว คือ ทานอาหารมีกากมากๆ ทานน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการเบ่ง หรือนั่งนานๆ มีบางแห่ง อาจใช้ Infrared ช่วย แต่ไม่จำเป็นครับ
ระยะ2-3 ต้นๆ การรักษาด้วยยา รวมทั้ง การปฏิบัติตัวเหมือนเดิม อาจใช้ยางชนิดพิเศษ รัดริดสีดวงทวาร ( Rubber Band Ligation) ซึ่งได้ผลดีมาก ไม่เจ็บ ไม่ต้องผ่าตัด ทำได้บ่อยๆ ภาวะแทรกซ้อนต่ำ
ระยะ 3ที่ใหญ่ๆ -4 ต้องผ่าตัดครับ เมื่อไร ที่ต้องผ่าตัดริดสีดวง?
1.เป็นระยะ 3ที่ใหญ่ หรือ ระยะ 4
2.เป็นทั้ง ภายนอกและ ภายใน พร้อมกัน (Mixed Type)ซึ่งไม่สามารถ ที่จะใช้ยางรัดได้ (เพราะจะเจ็บมาก)
3.มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดอุดตัน ปวดมาก หรือ หัวริดสีดวงเน่า จากการขาดเลือด นั่นคือ จะเห็นว่า ถ้าเป็นไม่มากจริงๆ ไม่ต้องผ่าตัดครับ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้

การป้องกัน
ขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ทำให้ท้องผูก
กินอาหารที่มีกาก ผักผลไม้ เพื่อช่วยในการขับถ่าย
ดื่มน้ำมากๆ
ถ้ามีอาการผิดปรกติ รีบปรึกษาแพทย์

ทำไมเราต้องมาสนใจโรคริดสีดวงด้วย?
จริงๆ แล้วโรคริดสีดวง ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย อย่างมากก็เจ็บ เลือดออกส่วนใหญ่มักจะไม่มาก แต่ที่มากๆ จน Shock ก็มีครับ แต่ที่น่าจะระวังมากกว่านั้นคือ เราอาจไม่ได้เป็นริดสีดวงก็ได้ อาการถ่ายเป็นเลือดสดนั้น อาจเกิดได้จากหลายอย่าง เช่น โรคแผลที่ทวารหนัก(Anal fissure) ฯลฯ แต่ที่น่ากลัวกว่า คือ เนื้องอก หรือมะเร็ง บริเวณ ลำไส้ตรง หรือ ทวารหนัก ซึ่งจะมีอาการ ถ่ายเป็นเลือด เหมือนกัน ซึ่งสามารถให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจร่างกายธรรมดาเท่านั้น การรักษานั้น คนละเรื่องครับ

ดังนั้น ถ้ามีอาการถ่ายเป็นเลือด ไม่ควรรักษาตัวเอง ควรมาพบแพทย์ครับ

โดย นพ.ธเนศ พัวพรพงษ์ ศัลยแพทย์
http://www.thaiclinic.com/hemorrhoid.html

29
ตุลาคม
2010

ออกกำลังสมอง….. ต้านอัลไซเมอร์

ความกังวลของลูกหลานที่มีต่อคุณตา คุณยาย หรือผู้สูงอายุที่บ้านมักมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้นอย่างอัลไซเมอร์

อัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของอาการสมองเสื่อม (DEMENTIA ) ชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากสารหลั่งในสมองที่เกี่ยวกับความจำลดลงและมีการตายของเซลล์สมองพบ ว่ามีสารผิดปกติ อมัยลอยด์ในสมองผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลงจนกระทั่ง ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วย ในช่วง 8 -10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยจะมีอาการสมองเสื่อมรุนแรง ยิ่งขึ้นจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติแม้กระทั่งการแปรง ฟัน

ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ 65 ปี ขึ้นไป แต่อาจพบในผู้ที่อายุน้อยกว่าก็ได้ซึ่งมักจะมีประวัติสมองเสื่อมใน ครอบครัวด้วย โรคนี้ต่างจากอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ตรงที่ยัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากเพียงแต่ประคับประคองไม่ให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว การดูแลรักษาประคับ ประคอง เช่น การบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และรักษาจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด เข้าร่วมสังคมสม่ำเสมอและที่สำคัญคือ ออกกำลังสมอง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองทำงาน ไม่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
การออกกำลังสมอง

การออกกำลังสมอง หรือนิวโรบิกส์ เอ็กเซอร์ไซส์ (Neurobics Exercise) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยไม่ให้สมองเสื่อมเร็วกว่าวัย ทั้งนี้การออกกำลังสมองเปรียบได้กับการออกกำลังของร่างกายที่จะต้องเคลื่อน ไหวเพื่อใช้กล้ามเนื้อหลายๆ ส่วนให้ทำงานเชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ดังนั้น การออกกำลังสมองจึงเป็นเสมือนการฝึกให้สมองส่วนต่างๆ มีการทำงานที่ประสานสัมพันธ์กัน ทำให้ระบบการทำงานของสมองแข็งแรงและมีพลังขึ้น เพราะเมื่อฝึกออก กำลังสมองบ่อยๆ สมองจะมีการหลั่งสารที่เรียกว่านิวโรโทรฟินส์ เปรียบเหมือน “อาหารสมอง” ที่ทำให้เซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ“เดนไดรต์” ที่เชื่อมระหว่างเซลล์ ประสาททำงานดีขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เนื้อเซลล์เจริญเติบโตและเซลล์สมองแข็งแรง

เมื่อเซลล์สมองส่วนใหญ่แข็งแรง จะทำให้เกิด “พุทธิปัญญา” อันหมายถึง ความจำ สมาธิ การรับรู้ ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออก รวมไปถึง “การทำงานของสมองระดับสูง” คือ การคิด แก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ และการวางแผนที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของสมองยังคงประสิทธิภาพดี แข็งแรง และชะลอความเสื่อม เรียกง่ายๆ ว่า “สมองแข็งแรง” เหมือนการออกกำลังให้ร่างกายนั่นเอง

สำหรับหลักการออกกำลังสมองนั้น สามารถทำโดยส่งเสริมให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การได้ยิน การมองเห็น การได้กลิ่น ลิ้มรส และการสัมผัส ได้ทำงานประสานเชื่อมโยงกับความพึงพอใจ หรือที่เกี่ยวข้องกับ “อารมณ์” (Emotional Sense) ได้ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันเดิมของเราเป็นตัว ช่วย เพียงแต่ต้องเปลี่ยนวิธีการไปจากเดิม

ยกตัวอย่างเช่น มีการทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้ง 2 ข้าง ทำงานประสานกัน เช่น การพรวนดิน การเย็บผ้า เนื่องจากพฤติกรรมและการรับรู้ต่างๆ เกิดจากการทำงานประสานกันระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา การใช้มือข้างขวา สมองด้านซ้ายซึ่งบังคับมือขวาจะได้รับการกระตุ้น ขณะที่สมองด้านขวาบังคับการทำงานมือซ้าย ดังนั้นเมื่อเราฝึกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้ร่างกายซีกซ้ายและขวาทำงานเข้าด้วยกัน ก็เท่ากับช่วยให้สมองทั้งสองซีก ได้รับการกระตุ้นและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

การออกกำลังสมองนั้น สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าอยู่บ้านสามารถทำกิจกรรมเหล่านี้ที่บ้านได้ เช่น ในขณะฟังเพลงอาจ หลับตา เพื่อจะได้มีสมาธิจดจ่อกับดนตรีได้ดีขึ้น การปั้นตุ๊กตาด้วยดินน้ำมัน หรือประดิษฐ์ดอกไม้จากแป้ง ก็จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทางผิวหนังให้ได้รับรู้มากขึ้น

ในระหว่างเดินทางก็ฝึกสมองได้ อย่างเมื่อต้องขับรถไปทำงานทุกวันก็ลอง เปลี่ยนเส้นทางที่ใช้อยู่เดิมบ้าง อาจเป็นเส้นทางใหม่ที่รู้อยู่แล้ว หรือเส้นทางทดลองขับก็ได้ เพราะทั้งวิวทิวทัศน์ กลิ่น และเสียงของเส้นทางใหม่จะช่วยกระตุ้นทั้งสมอง ชั้นนอกและฮิปโปแคมปัส ให้สร้างแผนที่เส้นทางชุดใหม่ขึ้นในสมอง หรืออาจเปลี่ยนวิธีการเดินทางบ้าง เช่น จากที่เคยขับรถก็อาจนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้ามาทำงานแทน ส่วนความเคยชินที่เปิดแอร์ระหว่างขับรถทุกวันก็ลองเปิดกระจกขับรถบ้าง แต่ก็ควรเลือกเส้นทางที่มีอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเชื่อมโยงประสาทรับกลิ่นและเสียงภายนอกให้ทำงานประสานกันมากขึ้น

ขณะทำงานก็อาจฝึกสมองไปด้วย เช่น พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานใหม่หรือคนที่ไม่ค่อยคุยด้วย เพื่อเติมข้อมูลใหม่ๆให้กับสมอง ทั้งการจำลักษณะใบหน้า เสียงพูดหรืออุปนิสัยส่วนตัวของเพื่อนร่วมงานคนนั้น หรืออาจจะชวนเพื่อนร่วมงานถกเถียง อภิปรายหรือพูดคุยในประเด็นที่ไม่เคยพูด เพื่อเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ น่าดีใจที่คนไทยตื่นตัวกับความผิดปกติที่เกี่ยวกับความจำมากกว่าแต่ก่อน ถือ เป็นเรื่องดีที่ผู้ป่วยหรือญาติจะเอาใจใส่ สังเกตอาการผิดปกติมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการรักษา เพราะหากพบอาการผิดปกติเร็ว ยังไม่ร้ายแรง ก็จะสามารถรักษาได้ผลมากกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน

สำหรับ ท่านที่มีผู้สูงอายุในบ้านมีปัญหาความจำเสื่อมหรือความจำบกพร่อง อยากพูดคุยปรึกษา ติดต่อเราได้ที่ คลินิกความจำ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 น. โทร. 0 2419 7101-2 ได้ทุกวันทำการค่ะ

โดย : รศ.พ.ญ.วรพรรณ เสนาณรงค์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=718

7
ตุลาคม
2010

ผลวิจัยชี้สาร”แคปไซซิน”พริกขี้หนู ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ผลวิจัยพบสารแคปไซซิน (Capsaicin) ในพริกขี้หนู ซึ่งทำให้เกิดความเผ็ดร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางยา ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

รศ. สุพีชา วิทยเลิศปัญญา ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยเรื่อง "เภสัชจลนศาสตร์ของสารแคปไซซินในพริกขี้หนูสด และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของพริกขี้หนูสดต่อน้ำตาลในเลือดในอาสาสมัครสุขภาพดี" เพื่อพิสูจน์สรรพคุณของสารแคปไซซินว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้หรือไม่

null

" แคปไซซินพบมากที่สุดบริเวณรกของพริกขี้หนู วิธีการวิจัยระยะแรกจะศึกษานำร่องในอาสาสมัครจำนวน 2 ราย เพื่อพิสูจน์ปริมาณที่เหมาะสมของสารตัวนี้ที่มีผลทำให้ระดับน้ำตาลลดลง โดยใช้พริกขี้หนูขนาด 5 กรัม พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดลงชัดเจน จากนั้นทดลองในอาสาสมัครจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 12 ราย กลุ่มหนึ่งทานพริกขี้หนูบรรจุในแคปซูลพร้อมกับน้ำตาลความเข้มข้นสูง อีกกลุ่มทานแคปซูลเปล่า เพื่อเปรียบเทียบผลแล้วจึงวัดระดับน้ำตาลในเลือดทุก 15 นาที ตั้งแต่เริ่มทานยาเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดในนาทีที่ 30 โดยกลุ่มที่ทานพริกขี้หนูสดมีระดับน้ำตาลลดลงมากกว่ากลุ่มที่ทานแคปซูลเปล่า " รศ.สุพีชา ระบุ

ผลการวิจัยสรุปได้ว่าพริกขี้หนูสดขนาด 5 กรัมมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้ ผลที่ได้น่าจะมาจากการที่แคปไซซินดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและออกฤทธิ์กระตุ้น การหลั่งอินซูลินนั่นเอง

"นอกจากพริกขี้หนูสดแล้วยังมีสมุนไพรชนิด อื่น เช่น ใบหม่อน มะระขี้นก ฯลฯ ที่มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะต้องศึกษาวิจัยต่อไป เพื่อใช้สมุนไพรดังกล่าวเสริมกับการรับประทานยาแผนปัจจุบัน สำหรับงานวิจัยที่จะทำต่อไปในอนาคตจะศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ป่วยเบา หวาน" รศ.สุพีชา กล่าว

รายงานจากข่าวสด 12 ตค. 52